Q8: จะรู้ได้อย่างไรว่านักเรียนแต่ละคนควรเรียนในระดับ (Level) ใด และที่บอกว่าหลักสูตร ACTive English นั้นเป็นคอร์สฝึกทักษะภาษาอังกฤษแบบ Modular Approach และ Intensive Course นั้นดีสำหรับนักเรียนอย่างไร?

ตอบ:

การทดสอบวัดระดับ (Placement Test):

ก่อนที่นักเรียนที่จะเริ่มเรียนในหลักสูตรภาษาอังกฤษ ACTive English นักเรียนต้องได้รับการทดสอบวัดระดับ (Placement Test) เพื่อกำหนดระดับชั้นเรียน (Level) ที่เหมาะสมกับศักยภาพของนักเรียน โดยแบบทดสอบวัดระดับ (Placement Test) ของหลักสูตรภาษาอังกฤษ ACTive English นั้นเป็นแบบทดสอบที่สามารถปรับระดับความยากของแบบทดสอบให้เป็นไปตามความสามารถทางภาษาอังกฤษของนักเรียนโดยอัตโนมัติ (Computerized Adaptive Testing) โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 45 ข้อ ซึ่งหากนักเรียนสามารถทำแบบทดสอบได้อย่างถูกต้องต่อเนื่องกัน 2 – 3 ข้อ ระบบก็จะเลือกข้อสอบจากคลังข้อสอบในระดับที่ยากขึ้นให้นักเรียนทำในข้อถัดไป และในทางกลับกัน เมื่อนักเรียนทำแบบทดสอบผิดต่อเนื่องกัน 2 – 3 ข้อ ระบบก็จะเลือกข้อสอบจากคลังข้อสอบในระดับที่ง่ายลงให้นักเรียนทำในข้อถัดไป ซึ่งจะไม่ทำให้นักเรียนรู้สึกเครียด หรือกดดัน ระหว่างการทำแบบทดสอบวัดระดับ (เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่นักเรียนทำไม่ได้ ระบบจะเลือกข้อสอบที่ง่ายลงให้นักเรียนทำในข้อถัดไปทันที) ระบบจะค่อยๆ ประเมินทักษะ และความสามารถทางภาษาอังกฤษของนักเรียน จนสรุปได้ว่าระดับ (Level) ที่เหมาะสมสำหรับนักเรียน ที่สอดคล้องกับทักษะ และความสามารถทางภาษาอังกฤษของนักเรียน นั้นคือระดับ (Level) ใด เพราะการที่ให้นักเรียนเรียนในระดับที่ง่ายเกินไป ก็จะทำให้นักเรียนรู้สึกเบื่อหน่าย หรือการที่ให้นักเรียนเรียนในระดับที่ยากเกินไป ก็จะทำให้นักเรียนรู้สึกเครียดกดดัน ไม่สามารถเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ภายในห้องเรียนได้อย่างสนุกสนาน ดังนั้นการจัดระดับชั้นเรียนที่เหมาะสมกับทักษะ และความสามารถทางภาษาอังกฤษของนักเรียนจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก อย่างไรก็ตาม ครูใหญ่อาจจะจัดระดับชั้นเรียน ที่สูงกว่าที่แบบทดสอบวัดระดับ (Placement Test) ระบุไว้ 1 – 2 ระดับ ก็ได้ หากพบว่าการที่นักเรียนทดสอบวัดระดับได้ใน Level ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น นั้นเกิดจากนักเรียนได้คะแนนน้อยในส่วนของทักษะการฟัง (Listening Skill) แต่คะแนนในส่วนของคำศัพท์ และไวยากรณ์อยู่ในระดับปานกลาง เพราะนักเรียนมีความเข้าใจในเรื่องโครงสร้างประโยค (Sentence Pattern) และมีวงคำศัพท์หลัก (Headwords) ที่มากเพียงพอแล้ว หากให้นักเรียนเรียนในระดับ (Level) ที่นักเรียนต้องเรียนโครงสร้างประโยค และวงคำศัพท์เดิมๆ ที่ได้เรียนมาแล้ว ก็จะทำให้นักเรียนรู้สึกไม่สนุก ไม่ท้าทายกับการเรียน และการฝึกใช้ภาษาอังกฤษ

สำหรับการฝึกทักษะการฟัง (Listening Skill) และทักษะการพูด (Speaking Skill) นั้น หากนักเรียนได้เรียนในหลักสูตรภาษาอังกฤษ ACTive English ที่ครูผู้สอนใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักในการสอน (ไม่น้อยกว่า 80%) ประกอบกับการฝึกภาษาอังกฤษผ่านเกมภาษาอังกฤษออนไลน์ในระบบ Web School จนทำให้อัตราการใช้ภาษาอังกฤษ (English Use Rate) ของนักเรียนเพิ่มขึ้นในระดับหนึ่ง ทักษะการฟัง (Listening Skill) และทักษะการพูด (Speaking Skill) ของนักเรียนก็จะปรับตัวดีขึ้นเองโดยอัตโนมัติตามลำดับ อีกเหตุผลหนึ่ง ในกรณีที่นักเรียนที่เรียนในโรงเรียนปกติในระดับชั้นที่สูงแล้ว เช่น ป.4 – ป.6 หากแบบทดสอบวัดระดับ (Placement Test) ระบุว่า นักเรียนควรเรียนในระดับ (Level) แรกๆ หากครูใหญ่พิจารณาแล้วว่า การให้นักเรียนไปเรียนในระดับที่ต่ำเกินไป แม้ว่าจะสอดคล้องกับทักษะ และความสามารถทางภาษาอังกฤษของนักเรียนก็จริง แต่อาจจะไม่เหมาะสมกับวัยของนักเรียน (เพราะอาจจะต้องไปร่วมเรียนกับนักเรียนรุ่นน้องกว่ามากๆ) ครูใหญ่ก็อาจจะพิจารณาปรับระดับชั้นเรียนให้เพิ่มขึ้นมา 1 – 2 ระดับได้เช่นกัน

สำหรับนักเรียนชั้นเล็กๆ ในระดับอนุบาล 2 – 3 ฝ่ายวิชาการภาษาอังกฤษ SE-ED Learning Center แนะนำให้เริ่มเรียนในหลักสูตรพัฒนาทักษะการออกเสียง Phonics World ก่อน (ซึ่งมีอยู่ 2 ระดับ คือ Phonics World 1&2 และ Phonics 3) โดยไม่จำเป็นต้องทำการทดสอบวัดระดับ (Placement Test) ทั้งนี้เพื่อเป็นการปูพื้นฐานทางด้านการออกเสียง คำศัพท์ และการสะกดคำ ที่ถูกต้อง ตลอดจนปลูกฝังเจตคติที่ดีต่อการเรียน และการฝึกทักษะภาษาอังกฤษ ให้มีความพร้อมที่จะเรียนต่อในหลักสูตรภาษาอังกฤษ ACTive English ในระดับ Starter หรือ Level 1 ต่อไป

ระบบการเรียนภาษาอังกฤษของหลักสูตร ACTive English:

ระบบการเรียนภาษาอังกฤษของหลักสูตร Phonics World (สำหรับอนุบาล 2 – 3) และหลักสูตร ACTive English (สำหรับอนุบาล 3 – ป.6) ในระดับ Starter, Level 1 – 5 นั้นได้รับการออกแบบให้อยู่ในรูปแบบที่เรียกว่า Modular Approach โดยจะมีการแบ่งเนื้อหาที่เรียนออกเป็นหน่วยๆ  กล่าวคือ

สำหรับการเรียนในหลักสูตร Phonics World ระดับ Phonics World 1&2 จะมีหน่วยการเรียนรู้ทั้งสิ้น 8 Modules มีจำนวนบทเรียนทั้งสิ้น 16 Units (Phonics World 1 จำนวน 8 Units และ Phonics World 2 จำนวน 8 Units) มีจำนวนชั่วโมงเรียนเท่ากับ 72 ชั่วโมง เรียนสัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง จำนวน 36 สัปดาห์ โดยมีการแบ่งเนื้อหาในแต่ละ Module ดังนี้

  • Module 1: Phonics World 1: Unit 1, 2 + Story Time + Review = 8 ชั่วโมง
  • Module 2: Phonics World 1: Unit 3, 4 + Story Time + Review = 8 ชั่วโมง
  • Module 3: Phonics World 1: Unit 5, 6 + Story Time + Review = 8 ชั่วโมง
  • Module 4: Phonics World 1: Unit 7, 8 + Story Time + Review = 8 ชั่วโมง
  • Module 5: Phonics World 2: Unit 1, 2 + Review = 10 ชั่วโมง
  • Module 6: Phonics World 2: Unit 3, 4 + Review = 10 ชั่วโมง
  • Module 7: Phonics World 2: Unit 5, 6 + Review = 10 ชั่วโมง
  • Module 8: Phonics World 2: Unit 7, 8 + Review = 10 ชั่วโมง

สำหรับการเรียนในหลักสูตร Phonics World ในระดับ Phonics World 3 มีหน่วยการเรียนรู้ทั้งสิ้น 4 Modules มีจำนวนบทเรียนทั้งสิ้น 8 Units มีจำนวนชั่วโมงเรียนเท่ากับ 40 ชั่วโมง เรียนสัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง จำนวน 20 สัปดาห์ โดยมีการแบ่งเนื้อหาในแต่ละ Module ดังต่อไปนี้

  • Module 1: Phonics World 3: Unit 1, 2 + Review = 10 ชั่วโมง
  • Module 2: Phonics World 3: Unit 3, 4 + Review = 10 ชั่วโมง
  • Module 3: Phonics World 3: Unit 5, 6 + Review = 10 ชั่วโมง
  • Module 4: Phonics World 3: Unit 7, 8 + Review = 10 ชั่วโมง

เมื่อนักเรียนเรียนจบในระดับ Phonics World 1&2 แล้ว ทางคุณครูผู้สอน และครูใหญ่ จะพิจารณาจากวัยของนักเรียน ว่าควรจะเรียนต่อในระดับใด เบื้องต้นมีหลักเกณฑ์การพิจารณา ดังต่อไปนี้

  • ถ้านักเรียนเรียนจบในระดับ Phonics World 1&2 แล้วนักเรียนเรียนอยู่ในระดับชั้นอนุบาล 2 ภาคเรียนที่ 2 ให้นักเรียนเรียนต่อในระดับ Phonics World 3
  • ถ้านักเรียนเรียนจบในระดับ Phonics World 1&2 แล้วนักเรียนเรียนอยู่ในระดับอนุบาล 3 ภาคเรียนที่ 1 ให้นักเรียนเรียนต่อในระดับ Starter ของหลักสูตรภาษาอังกฤษ ACTive English
  • ถ้านักเรียนเรียนจบในระดับ Phonics World 1&2 แล้วนักเรียนเรียนอยู่ในระดับ อนุบาล 3 ภาคเรียนที่ 2 หรือกำลังจะขึ้นชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ให้นักเรียนเรียนต่อในระดับ Level 1 ของหลักสูตรภาษาอังกฤษ ACTive English (โดยให้สามารถข้ามระดับ Starter ได้)

สำหรับการเรียนในหลักสูตรภาษาอังกฤษ ACTive English ในระดับ Starter นั้นจะมีจำนวนหน่วยการเรียนรู้ทั้งสิ้น 2 Modules มีจำนวนบทเรียนทั้งสิ้น 7 Units มีจำนวนชั่วโมงเรียนเท่ากับ 48 ชั่วโมง เรียนสัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง จำนวน 24 สัปดาห์ โดยมีการแบ่งเนื้อหาในแต่ละ Module ดังนี้

  • Module 1: Unit 1, 2, 3, 4 + Review + Unit Test = 26 ชั่วโมง
  • Module 2: Unit 5, 6, 7 + Review + Unit Test + Proficiency Test = 22 ชั่วโมง

สำหรับระบบการเรียนภาษาอังกฤษของหลักสูตร ACTive English ใน Level 1 – 5 จะมีหน่วยการเรียนรู้ทั้งสิ้น 3  Modules โดย Module หนึ่งๆ จะมีบทเรียนทั้งสิ้น 3 Units (Modular Approach) ดังนั้นการเรียนในแต่ละ Level จะมีบทเรียนทั้งสิ้น 9 Units มีเวลาเรียนรวมกันทั้งสิ้น 48 ชั่วโมง เรียนสัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง จำนวน 24 สัปดาห์

  • Module 1: Unit 1, 2, 3 + Review + Unit Test สำหรับ = 16 ชั่วโมง
  • Module 2: Unit 4, 5, 6 + Review + Unit Test สำหรับ = 16 ชั่วโมง
  • Module 3: Unit 7, 8, 9 + Review + Proficiency Test = 16 ชั่วโมง

สำหรับระบบการเรียนภาษาอังกฤษของหลักสูตร ACTive English ใน Level 6 – 12 ซึ่งเป็นการเรียนภาษาอังกฤษในระดับ Intermediate และระดับ Advanced  หลักสูตรภาษาอังกฤษ ACTive English ได้มีการเปลี่ยนรูปแบบการเรียน จาก Modular Approach ที่มีการแบ่งเนื้อหาออกเป็น Module และค่อยๆ พัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของนักเรียน ให้อยู่รูปแบบของคอร์สฝึกทักษะภาษาอังกฤษแบบเข้มข้น (Intensive Course) ซึ่งเน้นฝึกทักษะการฟัง (Listening Skill) และทักษะการพูด (Speaking Skill) เพิ่มมากขึ้น โดยมีการเพิ่มจำนวนชั่วโมงเรียนต่อสัปดาห์เพิ่มขึ้นจากเดิม โดยในการเรียนใน Level 6 – 8 มีชั่วโมงเรียน เป็น 4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (เรียนภาคเช้า 2 ชั่วโมง และภาคบ่ายอีก 2 ชั่วโมง) สำหรับการเรียนใน Level 9 – 12 มีจำนวนชั่วโมงเรียน เป็น 5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (เรียนภาคเช้า 2 ชั่วโมง 30 นาที และภาคบ่ายอีก 2 ชั่วโมง 30 นาที)

ด้วยการเพิ่มจำนวนชั่วโมงเรียนต่อสัปดาห์นี้เอง ทำให้นักเรียนสามารถลดระยะเวลาในการเรียนจากปกติใน Level 1 – 5 ซึ่งมีจำนวนชั่วโมงเรียน 48 ชั่วโมงต่อ 1 Level กินเวลาเรียนนานถึง 24 สัปดาห์ ลงมาเหลือเพียง 30 ชั่วโมง สำหรับการเรียนใน Level 6 – 8 ซึ่งจะใช้เวลาเรียนเพียง 8 สัปดาห์ต่อ 1 Level เท่านั้น (สัปดาห์ที่ 8 ซึ่งเป็นสัปดาห์สุดท้าย มีชั่วโมงเรียน 2 ชั่วโมง) สำหรับการเรียนใน Level 9 – 12 ซึ่งเป็นการเรียนในระดับ Advanced จะมีจำนวนชั่วโมงเรียนทั้งสิ้น 60 ชั่วโมง (ถ้าเรียนแบบปกติต้องใช้เวลาเรียน 72 ชั่วโมง) และจะใช้เวลาเรียนเพียง 12 สัปดาห์ต่อ 1 Level เท่านั้น

หลักคิดสำคัญในการจัดรูปแบบการเรียนการสอนภาษาอังกฤษของฝ่ายวิชาการภาษาอังกฤษ SE-ED Learning Center คือ สมมติฐานที่ว่าทักษะภาษาอังกฤษของนักเรียนจะเกิดขึ้นจาก – – – “การฝึกใช้” – – – ไม่ใช่ – – – “การนั่งเรียนเฉพาะเนื้อหา” – – – ดังนั้นหลักสูตรภาษาอังกฤษ ACTive English จึงได้รับการออกแบบให้เป็น – – – “หลักสูตรฝึกทักษะภาษาอังกฤษ” – – – โดยในการเรียนในระดับต้น (Level 1 – 5) จะมีระบบการเรียนการสอนอยู่ในรูปแบบ Modular Approach ที่มีการแบ่งเนื้อหาออกเป็นหน่วยการเรียนรู้ (Module) และค่อยๆ ฝึกทักษะภาษาอังกฤษให้กับนักเรียนให้สอดคล้องกับวัย พัฒนาการ ตลอดจนศักยภาพในการเรียนรู้ของนักเรียนแบบไม่เร่งรีบ ซึ่งการเรียนในรูปแบบ Modular Approach นี้เอง ทำให้นักเรียนใหม่สามารถสมัครเข้าเรียนในหลักสูตรภาษาอังฤษ ACTive English ได้ แม้ว่าการเรียนการสอนจะได้เริ่มต้นไปแล้วระยะหนึ่งก็ตาม ซึ่งการเรียนในรูปแบบ Modular Approach นี้นักเรียนทุกคนไม่จำเป็นต้องเริ่มเรียนตั้งแต่ Unit 1 พร้อมๆ กัน เพราะการเรียนใน Unit ต่อๆ มา ครูผู้สอนจะมีการทานซ้ำ โครงสร้างประโยค (Sentence Pattern) และวงคำศัพท์ (Headwords) สำคัญๆ ที่นักเรียนได้เรียนไปแล้วใน Unit ก่อนๆ อยู่เป็นระยะๆ เพื่อให้นักเรียนได้ฝึกใช้ภาษาอังกฤษที่ได้เรียนไปแล้วอย่างสม่ำเสมอ จนทำให้ทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ ตลอดจนเจตคติต่อการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนค่อยๆ ดีขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

ต่อมาเมื่อนักเรียนมีพื้นฐานทักษะภาษาอังกฤษดีในระดับหนึ่ง ประกอบกับเมื่อนักเรียนมีอายุอยู่ในวัยที่มีศักยภาพ และความพร้อมในการฝึกทักษะภาษาอังกฤษมากขึ้น (อายุตั้งแต่ 9 ปี ขึ้นไป) การเรียนภาษาอังกฤษแบบ Intensive Course ที่มีจำนวนชั่วโมงเรียนต่อสัปดาห์มากขึ้น และใช้เวลาในการเรียนในแต่ละ Level ลดลง จะมีประสิทธิภาพในการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของนักเรียนได้ดีกว่าการเรียนแบบ Modular Approach เพราะว่าการเรียนภาษาอังกฤษแบบ Intensive Course จะสามารถทำให้นักเรียนมีอัตราการใช้ภาษาอังกฤษที่เพิ่มมากขึ้น มีความถี่บ่อยขึ้น ทำให้นักเรียนเจตคติที่สนุกกับการใช้ภาษาอังกฤษมากขึ้น ซึ่งทำให้ทักษะภาษาอังกฤษของนักเรียนได้รับการพัฒนาไปได้แบบก้าวกระโดด ด้วยเหตุผลทางวิชาการนี้เอง จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ฝ่ายวิชาการภาษาอังกฤษ SE-ED Learning Center ปรับระบบการเรียนการสอนใน Level 6 – 12 ให้อยู่ในรูปแบบ Intensive Course

และด้วยรูปแบบการเรียนภาษาอังกฤษในระดับ Intermediate และ Advanced ที่อยู่ในรูปแบบ Intensive Course นี้ คุณพ่อคุณแม่ และผู้ปกครองจะมั่นใจได้ว่าเมื่อนักเรียนจบการศึกษาในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 นักเรียนที่เรียนภาษาอังกฤษกับหลักสูตร ACTive English จะมีระดับความสามารถภาษาอังกฤษอยู่ในระดับ A1 – A2 ตามมาตรฐาน CEFR (Common European Framework of References for Languages) ของยุโรป ซึ่งจะทำให้นักเรียนมีความพร้อมที่จะพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษต่อยอดในระดับ Academic English (TOEIC, TOEFL หรือ IELTS) ได้ ในระหว่างที่นักเรียนเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษา เพื่อทำให้นักเรียนมีระดับทักษะภาษาอังกฤษพร้อมที่จะศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาในมหาวิทยาลัยต่างประเทศ หรือหลักสูตรนานาชาติ (International Program) ต่างๆ ที่เปิดสอนในมหาวิทยาลัยชั้นนำภายในประเทศ

หมายเหตุ:

การเรียนใน Level 6 – 8 ซึ่งเป็นระดับกลาง (Intermediate) และ Level 9 – 12 ซึ่งเป็นระดับสูง (Advanced) ในกรณีที่ครูใหญ่ต้องการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของนักเรียนโดยเน้นที่ทักษะการพูดโต้ตอบ ทักษะการอ่าน (Reading & Comprehension) และทักษะการเขียน (Essay Writing) เพิ่มเติมมากขึ้น ครูใหญ่อาจจะเลือกระบบการเรียนการสอนในรูปแบบ Practice Coaching Model แทนการเรียนแบบระบบห้องเรียน (Classroom) ที่นักเรียนเรียนมาในระดับ Starter และ Level 1 – 5

โดยการเรียนการสอนในรูปแบบ Practice Coaching Model นั้นนักเรียนจะเน้นการฝึกพูดโต้ตอบแบบตัวต่อตัว การอ่านบทความ และถามตอบเพื่อตรวจสอบความเข้าใจในบทความที่อ่าน และการเขียนเรียงความมากขึ้น ผ่านการให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด (Coaching) ของครูผู้สอน ผสมผสานกับการฝึกทักษะภาษาอังกฤษผ่านระบบ Web School และปากกาพูดได้ (Talking Pen) โดยระบบการเรียนแบบ Practice Coaching Model นี้ เป็นระบบการเรียนการสอนที่ยืดหยุ่นมากขึ้น และให้ความใส่ใจกับการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของนักเรียนเป็นรายบุคคลมากขึ้น (ซึ่งแตกต่างจากระบบห้องเรียนที่เน้นการพัฒนานักเรียนทุกๆ คน ไปพร้อมๆ กัน ซึ่งอาจจะเร็วเกินไปสำหรับนักเรียนบางคน และในขณะเดียวกันก็อาจจะช้าเกินไปสำหรับนักเรียนบางคน)

ระบบการเรียนการสอนแบบ Practice Coaching Model ที่ถูกออกแบบให้ครูสามารถสอน และให้คำแนะนำกับนักเรียน 2 กลุ่มที่มีระดับทักษะภาษาอังกฤษต่างกัน (อาจจะเรียนกันคนละ Level) ให้สามารถพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของตนเองได้เต็มที่ตามศักยภาพของตนเอง

Practice Coaching Model สำหรับ Level 6 – 8:

การจัดการชั้นเรียนของแต่ละบทใน 2 ชั่วโมงแรก (เน้นคำศัพท์ โครงสร้างประโยค ทักษะการฟัง ทักษะการพูด)

pcm6.8.1

การจัดการชั้นเรียนของแต่ละบทใน 2 ชั่วโมงถัดมา (เน้นทักษะการออกเสียง ทักษะการฟัง และทักษะการอ่านจับใจความ)

pcm6.8.2

 

Practice Coaching Model สำหรับ Level 9 – 12:

การจัดการชั้นเรียนของแต่ละบทใน 2 ชั่วโมง 30 นาทีแรก (เน้นคำศัพท์ ไวยากรณ์ ทักษะการฟัง และทักษะการพูด)

pcm9.12.1

การจัดการชั้นเรียนของแต่ละบทใน 2 ชั่วโมง 30 นาทีถัดมา (เน้นทักษะการอ่านจับใจความ และการเขียนเรียงความภาษาอังกฤษ)

pcm9.12.2

การทดสอบประเมินผล (Evaluation):

สำหรับหลักสูตรพัฒนาทักษะการออกเสียง Phonics World ทั้งระดับ Phonics World 1&2 และ Phonics World 3 ซึ่งเป็นหลักสูตรพื้นฐานสำหรับนักเรียนชั้นเล็กๆ ในระดับอนุบาล 2 – 3 จะไม่มีการทดสอบประเมินผลแต่อย่างใด แต่คุณครูผู้สอนจะมีการทบทวน (Review) ผ่านการทำกิจกรรมกลุ่ม อยู่เป็นระยะๆ ทั้งนี้ เพราะการเรียนภาษาอังกฤษในระดับนี้นั้นมุ่งเน้นให้นักเรียนได้ฝึกการออกเสียง และพัฒนาทักษะการสะกดคำที่ถูกต้อง ตลอดจนเข้าใจความหมายของคำศัพท์ ผ่านรูปภาพ หรือภาษากาย (โดยไม่ต้องแปล ซึ่งเป็นแนวทางในการเรียนภาษาอังกฤษที่ถูกต้อง) ผ่านกิจกรรมภายในห้องเรียน และการฝึกฝนด้วยตนเองที่บ้านให้ได้มากที่สุด เพื่อเป็นการบ่มพาะพื้นฐาน ทักษะและเจตคติที่ดีในการเรียนภาษาอังกฤษที่ถูกต้องให้กับนักเรียนเป็นสำคัญ โดยนักเรียนที่เรียนจบในแต่ละระดับ คือ Phonics World 1&2 และ Phonics World 3 จะได้รับรายงานผลการเรียนรู้ประเภท Certificate of Attendance ซึ่งเป็นหลักฐานว่านักเรียนได้เรียนในหลักสูตร Phonics World มาแล้วเท่านั้น

สำหรับการทดสอบประเมินผล จะเริ่มต้นที่การเรียนในหลักสูตร ACTive English ในระดับ Starter, Level 1 – 5 เมื่อนักเรียนเรียนจบในแต่ละ Module จะมีการทดสอบประจำ Module ที่อยู่ในรูปแบบของการทดสอบวัดผลเชิงวินิจฉัย (Unit Test) โดยในระดับ Starter จะมี Unit Test 1 ครั้ง เมื่อนักเรียนเรียนจบ Module 1 (Unit 4) สำหรับการเรียนใน Level – 5 จะมี Unit Test 2 ครั้ง และเมื่อนักเรียนเรียนจบ Level ใน Module สุดท้าย (Starter คือ Unit 7  Level 1 – 5 คือ Unit 9) จะมีการทดสอบประจำ Level เพื่อวัดทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ (Proficiency Test) ซึ่งเป็นการทดสอบว่านักเรียนมีทักษะภาษาอังกฤษตามวัตถุประสงค์ในการเรียนรู้ใน Level นั้นๆ หรือไม่

สำหรับการเรียนภาษาอังกฤษใน Level 6 – 12 ซึ่งอยู่ในรูปแบบ Intensive Course นั้น ก็มีการทดสอบวัดผลเชิงวินิจฉัย (Unit Test) และการทดสอบเพื่อวัดทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ (Proficiency Test) เช่นเดียวกัน โดยจะมีการทดสอบวัดผลเชิงวินิจฉัย (Unit Test) จำนวน 2 ครั้ง เมื่อนักเรียนเรียนจบ Unit 3 และ Unit 6 และจะมีการทดสอบเพื่อวัดทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ (Proficiency Test) เมื่อนักเรียนเรียนจบ Level นั้น (Unit 9)

แบบทดสอบวัดผลเชิงวินิจฉัยที่เรียกว่า “Unit Test” เป็นแบบทดสอบเพื่อวัดพัฒนาการทางภาษาในด้านวงคำศัพท์ (Headwords) และโครงสร้างประโยค (Sentence Pattern) ที่นักเรียนได้เรียนในชั้นเรียน แบบทดสอบวัดผลเชิงวินิจฉัยดังกล่าวนี้ จะเป็นการวัดทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ 3 ด้านคือ ทักษะการฟัง การอ่าน และการเขียน โดยใช้เวลาในการทดสอบประมาณ 45 – 60 นาที ในเวลาเรียนปกติ โดยก่อนทำการทดสอบคุณครูผู้สอนจะทบทวนเนื้อหาที่นักเรียนได้เรียนไปทั้งหมดก่อน โดยการทดสอบวัดผลเชิงวินิจฉัย (Unit Test) นี้เป็นการวัดผลเพื่อประเมินพัฒนาการทางภาษาของนักเรียน โดยจะไม่นำเอาคะแนนจาก Unit Test นี้ มาใช้ประเมินการ “ผ่าน” หรือ “ไม่ผ่าน” ของการเรียนของนักเรียนใน Level นั้น โดยการประเมินว่านักเรียน “ผ่าน” หรือ “ไม่ผ่าน” ใน Level นั้นๆ จะใช้ผลการทดสอบวัดทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ (Proficiency Test) ซึ่งจะเป็นการทดสอบเมื่อนักเรียนได้เรียนจนจบเนื้อหาใน Level นั้นแล้ว

แบบทดสอบวัดทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ (Proficiency Test) เป็นการทดสอบเพื่อวัดทักษะการใช้ภาษาอังกฤษแบบ Paper Based เมื่อนักเรียนเรียนจบใน Module 3 โดย Proficiency Test ในแต่ละ Level ของหลักสูตร ACTive English แบ่งการทดสอบออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ

  • ส่วนที่ 1 คือ Reading and Writing: แบบทดสอบส่วนนี้จะวัดทักษะการใช้ภาษาอังกฤษของนักเรียนด้านคำศัพท์ และไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ
  • ส่วนที่ 2 คือ Listening and Speaking: แบบทดสอบส่วนนี้จะวัดทักษะการใช้ภาษาอังกฤษของนักเรียนด้านการฟัง และการพูด โดยส่วนของการฟังนักเรียนจะได้ฟังการพูดออกเสียงคำศัพท์ หรือประโยคจุดประสงค์ เพื่อให้นักเรียนเลือกตอบข้อที่ถูกต้อง และส่วนของทักษะการพูดนักเรียน จะทำการทดสอบโดยจัดให้นักเรียน ได้สนทนาโต้ตอบกับครูในโครงสร้างประโยคที่ได้เรียนไปใน Level นั้น ประมาณ 2 – 3คำถาม

การสอบ Proficiency Test นักเรียนจะต้องได้คะแนนไม่น้อยกว่า 80% ถึงจะสามารถเลื่อนชั้นไปเรียนใน Level ที่สูงขึ้นไปได้ อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่นักเรียนสอบไม่ผ่าน ครูผู้สอนอาจจะพิจารณาจัด Make Up Class หรือการทบทวนเนื้อหาเพิ่มเติมให้กับนักเรียน เพื่อทบทวนความรู้ ในส่วนที่นักเรียนยังไม่เข้าใจ 1 – 2 ชั่วโมง เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับนักเรียน ก่อนที่จะอนุญาตให้นักเรียนเรียนใน Level ถัดไป ทั้งนี้เพื่อให้นักเรียนสามารถเรียนใน Level ถัดไป ได้อย่างมั่นใจ

สำหรับเกณฑ์ในการประเมินทักษะภาษาอังกฤษของนักเรียนในการเรียนแต่ละ Level นั้น ฝ่ายวิชาการ SE-ED Learning Center ได้แบ่งเกณฑ์ในการประเมินออกเป็น 2 ลักษณะ คือ รายงานผลการเรียนรู้ประเภท Certificate of Achievement และรายงานผลการเรียนรู้ประเภท Certificate of Attendance โดยรายงานผลการเรียนรู้ประเภท – – – “Certificate of Achievement” – – – จะพิจารณาออกให้แก่นักเรียนใน Level ใดๆ โดยมีหลักเกณฑ์การพิจารณา ดังต่อไปนี้

  1. นักเรียนจะต้องมีจำนวนชั่วโมงเรียนไม่ต่ำกว่า 80% ของ Level นั้นๆ (การเรียนในระดับ Starter, Level 1 – 5 ขาดได้ไม่เกิน 6 ครั้ง การเรียนใน Level 6 – 8 ขาดได้ไม่เกิน 2 ครั้ง และการเรียนใน Level 9 – 12 ขาดได้ไม่เกิน 4 ครั้ง) โดยหากมีการ Make Up จะไม่ถือว่าขาดเรียน
  2. นักเรียนจะต้องมีผลการทดสอบวัดทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ (Proficiency Test) เมื่อสิ้นการเรียนใน Module 3 (เรียนจบ Unit 9) ซึ่งเป็น Module สุดท้าย ไม่น้อยกว่า 80%

ในกรณีที่นักเรียนมีจำนวนชั่วโมงเรียนต่ำกว่า 80% ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มเรียนเมื่อมีการเริ่มสอนไประยะหนึ่งซึ่งมีการเรียนการสอนไปหลายครั้งแล้ว หรือมีการขาดเรียนบ่อยครั้ง หรือมีผลการทดสอบวัดทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ (Proficiency Test) ต่ำกว่า 80% นักเรียนจะได้รับรายงานผลการเรียนรู้ประเภท – – – “Certificate of Attendance” – – –

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิชาการภาษาอังกฤษ SE-ED Learning Center ไม่อยากแนะนำให้นักเรียน หรือผู้ปกครองให้ความสำคัญกับ “วุฒิบัตร” มากกว่า “ทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ” ที่เพิ่มขึ้นของนักเรียน เพราะการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษที่ดีที่สุด คือ การเริ่มฝึกใช้ภาษาอังกฤษให้เร็วที่สุด ยิ่งเริ่มเร็วเท่าไหร่ ยิ่งเป็นผลดีกับนักเรียน

  • การเริ่มเรียนในภายหลัง โดยที่คอร์สเรียนได้เริ่มเรียนไประยะหนึ่งแล้ว แม้ว่าเมื่อเรียนจนจบ Level นักเรียนจะมีจำนวนชั่วโมงเรียนไม่ถึง 80% และไม่ได้รับรายงานผลการเรียนรู้ประเภท Certificate of Achievement ใน Level นั้นก็ตาม โดยได้รับเพียงรายงานผลการเรียนรู้ประเภท Certificate of Attendance แต่ถ้าพิจารณาถึงประโยชน์ในการพัฒนาทักษะการใช้ภาษาอังกฤษให้กับนักเรียนเป็นสำคัญ การเริ่มเรียน เริ่มฝึกภาษาอังกฤษได้เร็ว นักเรียนย่อมได้รับประโยชน์ที่แท้จริงมากกว่า
  • นักเรียนที่มีความมุ่งหวังที่จะฝึกทักษะภาษาอังกฤษอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าในการเรียนใน Level แรก นักเรียนอาจจะได้รับเพียงรายงานผลการเรียนรู้ประเภท Certificate of Attendance แต่ในการเรียนใน Level ถัดๆ ไป หากนักเรียนมีผลการทดสอบวัดทักษะภาษาอังกฤษ (Proficiency Test) เมื่อจบ Level ไม่น้อยกว่า 80% นักเรียนก็จะได้รับรายงานผลการเรียนรู้ประเภท Certificate of Achievement ใน Level ถัดไป ที่เป็น Level ที่สูงขึ้น ซึ่งรายงานผลการเรียนรู้ประเภท Certificate of Achievement ของ Level ที่สูงขึ้น ย่อมสะท้อนว่านักเรียนมีทักษะภาษาอังกฤษที่คล่องแคล่วตามมาตรฐาน CEFR (Common European Framework of Reference for Languages) ที่ดีกว่า Certificate of Achievement ของ Level ที่ต่ำกว่า
  • หนังสือประกอบการเรียนการสอนในแต่ละ Level นักเรียนจะใช้ได้จนเรียนจบ Level ในกรณีที่่นักเรียนไม่ได้เริ่มเรียนตั้งแต่ Unit 1 ใน Level นั้น หนังสืออาจจะถูกใช้ไม่ครบทุกหน้าก็จริงอยู่ แต่นักเรียนก็สามารถใช้ Web School ในการฝึกทักษะภาษาอังกฤษด้วยตนเองที่บ้านได้
  • การเริ่มเรียนในหลักสูตรภาษาอังกฤษ ACTive English ในช่วงท้ายๆ คอร์ส แม้ว่าหนังสือเรียนจะใช้ได้เพียง 1 ใน 3 เท่านั้น แต่หากพิจารณาประโยชน์ในด้านของการปรับพื้นฐานภาษาอังกฤษ เพื่อเตรียมตัวล่วงหน้าในการเรียนภาษาอังกฤษใน Level ถัดไป เพื่อมุ่งเป้าไปที่ผลสัมฤทธิ์ในการพัฒนา – – – “ทักษะภาษาอังกฤษ (ฟัง พูด อ่าน และเขียน)” – – – ก็ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง ตามหลักการ ที่ว่า “ทักษะภาษาอังกฤษ เกิดจากการฝึกใช้ และอัตราการใช้ภาษาอังกฤษที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นยิ่งฝึกใช้ภาษาอังกฤษเร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีผลดีมากขึ้นเท่านั้น”

สำหรับการกำหนดวันเริ่มเรียนในหลักสูตรภาษาอังกฤษ ACTive English นั้น ด้วยความที่หลักสูตรภาษาอังกฤษ ACTive English เป็นหลักสูตรที่เน้น “การฝึกทักษะภาษาอังกฤษ” ซึ่งตามหลักการของ “หลักสูตรฝึกทักษะภาษาอังกฤษ (ที่ไม่ใช่หลักสูตรการเรียนเนื้อหาภาษาอังกฤษ)” จึงทำให้นักเรียนสามารถเริ่มเรียนได้เกือบทันที หลังจากที่สมัครเรียน แม้ว่าคอร์สเรียนนั้นจะเริ่มการเรียนการสอนไประยะหนึ่งแล้วก็ตาม

ตามที่ได้อธิบายไว้ในข้างต้นแล้วว่าด้วยรูปแบบของหลักสูตรที่เน้น “การฝึกใช้ภาษาอังกฤษ” โครงสร้างประโยค (Sentence Pattern) และวงคำศัพท์ (Headwords) ที่นักเรียนได้เรียนใน Unit แรกๆ จะถูกนำมาใช้ซ้ำอีกใน Unit ถัดๆ ไป เพื่อให้นักเรียนได้มีโอกาสใช้งานคำศัพท์ และโครงสร้างประโยคที่ได้เรียนไปแล้วบ่อยๆ จนค่อยๆ ซึมซับจนกลายเป็นความคล่องแคล่วในการใช้ภาษาอังกฤษ ดังนั้นการที่นักเรียนคนหนึ่งไม่ได้เริ่มเรียนตั้งแต่ Unit แรกๆ แต่ในการเรียนใน Unit ถัดๆ ไป ครูผู้สอน ก็จะยังคงทานซ้ำเนื้อหาใน Unit แรกๆ อยู่อย่างต่อเนื่อง จึงทำให้นักเรียนที่เริ่มเรียนระหว่างทาง ได้รับการฝึกทักษะภาษาอังกฤษในเนื้อหาที่สำคัญ ตามโครงสร้างหลักสูตรใน Level นั้นอย่างครบถ้วน ซึ่งจุดนี้จะแตกต่างจากหลักสูตรภาษาอังกฤษตามโรงเรียนสอนภาษาอื่นๆ ที่พอสมัครเรียนแล้ว ก็จะไม่สามารถเริ่มเรียนได้ทันที และมักจะต้องรอให้มีจำนวนนักเรียนเท่านั้นเท่านี้จึงจะเปิดการเรียนการสอนได้ และถ้าพอเรียนๆ ไป หากมีนักเรียนบางคนเลิกเรียน จนทำให้จำนวนนักเรียนในห้องเรียนน้อยลง ก็จะเปิดการเรียนการสอนในระดับ (Level) ถัดไปไม่ได้ ซึ่งจะทำให้นักเรียนเรียนไม่ต่อเนื่อง การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษก็จะชะงักงัน

ดังนั้นการเริ่มเรียนในหลักสูตรภาษาอังกฤษ ACTive English นักเรียนสามารถเข้าเรียนได้ทันที หลังจากที่สมัครเรียน ยกเว้นในสัปดาห์ที่มีเฉพาะการทดสอบวัดผลเชิงวินิจฉัย (Unit Test) หรือการทดสอบวัดทักษะภาษาอังกฤษ (Proficiency Test) สำหรับนักเรียนที่มีชั่วโมงเรียนน้อย อันเนื่องมาจากเพิ่งเริ่มเรียนหลังจากที่คอร์สได้เริ่มการเรียนการสอนไประยะหนึ่งแล้ว อาจจะได้ระดับคะแนนจากการทดสอบวัดผลเชิงวินิจฉัย (Unit Test) ในครั้งแรกไม่สูงนัก ก็ไม่ต้องกังวลแต่อย่างใด เพราะครูผู้สอนจะใช้การทดสอบวัดผลเชิงวินิจฉัย (Unit Test) ในครั้งแรกนั้นเป็น Pretest เพื่อให้ครูผู้สอนได้รับทราบถึงศักยภาพทางภาษาอังกฤษของนักเรียน ซึ่งจะทำให้ครูผู้สอนสามารถวางแผนการจัดการเรียนการสอนในบทเรียนถัดไปให้กับนักเรียนใหม่ และนักเรียนคนอื่นๆ ในห้องได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น สำหรับการเริ่มเรียนในช่วงท้ายๆ คอร์ส แม้ว่านักเรียนจะมีเวลาเรียนใน Level นั้นประมาณ 30% เท่านั้น แต่ก็ถือว่ามีประโยชน์อย่างยิ่ง หากต้องการที่จะเรียนเพื่อประโยชน์ในการปรับพื้นฐานการเรียนภาษาอังกฤษ หรือเตรียมความพร้อมสำหรับการเรียนใน Level ถัดไป แต่อย่างไรก็ดีหากเป็นการเรียนในช่วงท้ายคอร์สจริงๆ ซึ่งจะเหลือระยะเวลาอีกเพียง 3 สัปดาห์ ถึง 1 เดือนเท่านั้น ก็จะสิ้น Level โดยทั่วไปครูใหญ่ หรือครูประจำศูนย์มักจะแนะนำให้ผู้ปกครองรอเริ่มต้นเรียนใน Level ถัดไป จะเป็นการใช้หนังสือเรียนที่คุ้มค่ากว่า (ซึ่งปกติจะรอไม่เกิน 1 เดือน)

ตารางสรุปรูปแบบการเรียนภาษาอังกฤษของหลักสูตร Phonics World และหลักสูตรภาษาอังกฤษ ACTive English:

Phonics World 1&2 (72 ชั่วโมง เรียนสัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง 36 สัปดาห์):

phonics.world.1.2

Phonics World 3 (40 ชั่วโมง เรียนสัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง 20 สัปดาห์):

phonics.world.3

Starter (48 ชั่วโมง เรียนสัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง 24 สัปดาห์):

starter.table

Level 1 – 5 (Level ละ 48 ชั่วโมง เรียนสัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง 24 สัปดาห์):

level1-5.table

Level 6 – 8 (Level ละ 30 ชั่วโมง เรียนสัปดาห์ละ 4 ชั่วโมง 8 สัปดาห์):

level.6-8.table

Level 9 – 12 (Level ละ 60 ชั่วโมง เรียนสัปดาห์ละ 5 ชั่วโมง 12 สัปดาห์):

level9-12.table

note.table

ตามข้อมูลที่ได้อธิบายไว้ในข้างต้นทั้งหมด คุณพ่อคุณแม่ และผู้ปกครอง จึงมั่นใจได้ว่าหลักสูตรภาษาอังกฤษ ACTive English ที่เน้น และวางระบบการเรียนการสอนให้อยู่ในรูปแบบที่เป็น หลักสูตรฝึกทักษะภาษาอังกฤษ ในกรอบมาตรฐานทางภาษาอังกฤษ CEFR (Common European Framework of References for Languages) ขอยุโรป ตลอดจนมาตรฐานการทดสอบทักษะภาษาอังกฤษในระดับสากลต่างๆ อาทิ Anglia English Proficiency Examinations และ Cambridge Young Learners English Tests (CYLET) ไม่ใช่หลักสูตรสอนวิชาภาษาอังกฤษ ที่มีอยู่ทั่วๆ ไป ในประเทศไทย ที่อยู่ในรูปแบบ “การเรียนเฉพาะเนื้อหา” ซึ่งเน้นแต่การเรียนกฎ และไวยกรณ์ต่างๆ ที่ไม่สามารถทำให้นักเรียนมีทักษะการพูด หรือการใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพได้เลย และด้วยระบบการเรียนรู้ที่ทันสมัย ประกอบการใช้สื่อ Interactive Multimedia และเทคโนโลยีทางการศึกษาแบบครบวงจร ฝ่ายวิชาการภาษาอังกฤษ SE-ED Learning Center จึงมั่นใจได้อย่าง 100% ว่า หลักสูตรภาษาอังกฤษ ACTive English จะมีคุณภาพ และมาตรฐานการเรียนการสอนที่สามารถฝึกให้นักเรียนมีทักษะ และความสามารถทางภาษาอังกฤษที่เก่งขึ้นได้อย่างแน่นอน